ยิง FB ad ยังไงให้ปัง ! ต้องกำหนด target อย่างไร วัดผลอย่างไร มาดูกันค่ะ 🙂


ยิง FB ad ยังไงให้ปัง ! ต้องกำหนด target อย่างไร วัดผลอย่างไร มาดูกันค่ะ 🙂
ยิง FB ad ยังไงให้ปัง ! ต้องกำหนด target อย่างไร วัดผลอย่างไร มาดูกันค่ะ 🙂

Date

ปัญหาส่วนมากของการซื้อ FB ad คือไม่เข้าใจเรื่องการกำหนด target และไม่ได้วัดผลเพราะไม่รู้ว่าต้องทำยังไง
วิธีการยิง ad ให้เวิร์ค คือ 1. ต้องเข้าในการกำหนด target 2. ต้อง ยิง แล้ววัดผล แล้วยิงใหม่ แล้ววัดผล ปรับไปเรือยๆจนเจอจุดที่เราคิดว่าโอเค ตัวไหนดีเพิ่มงบ ตัวไหนห่วยก็ปิดซะ
อย่าลืมว่าแต่ละธุรกิจไม่เหมือนกันเลยนะคะ เราต้องศึกษาและหาวิธีที่เหมาะกับธุรกิจเรา

วันนี้แอนสรุปประเด็นต่างๆมาเล่าสู่กันฟังนะคะ อยากให้เข้าใจและไปเทสกันดูค่ะ

ประเด็นที่1: target เราแมส (กว้าง) หรือไม่?
การยิงโฆษณาอย่าหลับหูหลับตายิง เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่าใครคือลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเรา ถ้าสินค้าเราแมสคือใครซื้อก็ได้ เช่นกระเป๋า Bag Indeed คุณภาพดี ราคาน่ารักๆ 1,090 บาท ผู้หญิงทุกคนซื้อได้ แอนเรียกว่า target เรากว้างมาก การยิงหว่านกลับได้ผลดีกว่ากำหนดกลุ่มเป้าหมายแคบๆ
ต่างกันไปนะคะ ถ้าเราขายของเล่นเด็ก กลุ่มลูกค้าเราคือแม่ๆทั้งหลาย เป็นผู้หญิงก็จริง แต่จะไม่กว้างเหมือน Bag Indeed แล้วเพราะผู้หญิงทุกคนไม่ได้สนใจของเล่นเด็ก ดังนั้นเราต้องกำหนด target ให้แคบลง เพื่อโฆษณาของเราจะได้ขึ้นโชว์เฉพาะคนที่มีโอกาสจะสนใจซื้อของเล่นให้ลูก อาจจะใช้การกำหนด interest เช่น baby, kids หรือ แบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เป็นต้น
ทฤษฎีที่บอกว่าต้องกำหนด target ให้ชัด อาจไม่ใช่เสมอไป เพราะแต่ละธุรกิจก็ไม่เหมือนกันเลย เพจขายกระเป๋าแฟชั่นย่อมยิง ad ต่างกับเพจขายของเด็ก
ลองมาดูของ Bag Indeed นะคะ…. แอนวัดผล ad ทุกตัวที่ boost โดยดูจาก

  1. เงินที่ลง/วัน
  2. ยอดขายที่ได้/วัน
  3. Cost/engagement
    จากที่รวบรวมผลเป็นร้อยๆโพส พบว่าการยิงแบบ เลือกเฉพาะผู้หญิง อายุ 20 – 45 ปี กลับขายได้ดีที่สุด สัดส่วนยอดขาย/เงินที่ลง และ cost/engagement ต่ำกว่าการกำหนด target แบบแคบๆซะอีก
    เคยสงสัยมากว่าเพราะอะไร เพราะมันผิดจากทฤษฎีที่เรียนมาทั้งหมด ปีที่แล้วเลยไปจ้างเอเจนซี่ระดับต้นๆของเมืองไทยและเทส ad กันดู เราทำทุกอย่าง เช่น

พยายามหาคนที่น่าจะสนใจ fashion ด้วยการยิงไปยิงไปกลุ่มคนที่ interest Fashion
ยิง interest Fashion แคบๆโดยกำหนดแบรนด์ เช่น ยิง interest Louis Vuitton Chanel (เพราะคิดว่าคนที่สนใจ high end brand น่าจะชอบแฟชั่นและเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ ลองยิงกันหลายแบรนด์มาก) ยิงไปแบรนด์เครื่องสำอางค์ก็ลองมาแล้ว
ยิงไปทีเพจขายเสื้อผ้าออนไลน์เจ้าใหญ่ๆ (เพราะคิดว่าถ้าเค้าสนใจเสื้อผ้าก็น่าจะสนใจกระเป๋าเรา)
พยายามสร้างกลุ่ม look alike Fan page ขึ้นมา (เป็นระบบของ FB ที่จะหาคนที่มีลักษณะคล้ายๆกับ fan ของเราเพื่อเพิ่ฐานในการยิง ad)
แบ่งเขตลูกค้าเป็นจังหวัด
ซอบอายุเป็นช่วงๆ
…. แบ่งหลายแบบมาก เยอะมากหลายหลายวิธีที่จะพยายามซอย target ให้ชัดที่สุดเพื่อวัดผล
เทสมาเป็นร้อยๆแบบ และวัดผลดู ตกม้าตายว่า จะทำชีวิตให้ยากไปทำไม ยิงแบบง่าย กว้างๆ เลือกเฉพาะผู้หญิง อายุ 20 – 45 ปี กลับขายได้ดีที่สุด ฮามาก…
ประเด็นที่แอนจะบอกคือ…..
(1) เราต้องดูว่ากลุ่มลูกค้าเราแมสหรือเปล่า ถ้าแมส เช่น ขายของแฟชั่น ลองยิงผู้หญิงกว้างๆดู อาจได้ผลที่ดีกว่า
(2) แต่ถ้ากลุ่มลูกค้าเราไม่แมสมาก เชน ขายของเล่นเด็ก หรือ เป็นวิทยากรขายคอร์สสัมนา อันนี้จะยิงหว่านคนไม่ได้ อาจต้องกำหนด interest ให้ชัดน่ะถูกต้องแล้ว เช่น interest เป็น business แอนเคยเห็นบางเพจยิง interest ไปที่ เพจคุณ Bundit ก็มี เพราะเค้าคิดว่าคนที่สนใจคอร์สสัมมนาคุณบัณฑิตน่าจะเป็นกลุ่มที่สนใจสัมนาของเขา

ประเด็นฝาก: ลองไปคิดดูนะคะว่ากลุ่มลูกค้าเราเป็นใครกันแน่ ถ้าแมสมาก ยิง target กว้างๆ ถ้าไม่แมสมาก ก็ยิงแคบๆตามทฤษฎีที่เรียนมาก็ถูกแล้วค่ะ และสำคัญมากคือยิงแล้วต้องวัดผลด้วย จะได้รู้ว่า target แบบไหนเวิร์คสุด

ประเด็นที่2: ลองซอย target ดูแล้ววัดผล (อันนี้ต้องทำ ย้ำว่าสำคัญมาก!!!!)
อยากรู้ว่า ad ตัวไหนดีก็ต้องวัดผลนะคะ ตัวไหนดีก็เพิ่มงบ ตัวไหนห่วยก็ปิดซะ ลองหลายๆตัวจะได้รู้ว่าตัวไหนดีจะได้ไม่เปลืองเงินกับ ad ตัวที่ห่วยๆค่ะ
การวัดผลถ้าเอา basic ที่สุดคือดู cost/engagement ได้เลย ตัวนี้จะเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่าคนสนใจ content ที่เรายิงไปขนาดไหน ถ้าแพงแปลว่าเราต้องใช้เงินเยอะมากที่จะทำให้เค้าคลิ๊กดู แปลว่า

  1. Content เราไม่น่าสนใจสำหรับคนที่เรายิงไป หรือไม่ก็
  2. Content เราอาจดีอยู่แล้วแค่คนกลุ่มนี้ไม่สนใจ (ยิงผิดกลุ่ม)
    อีกตัวที่แอนวัดแน่ๆคือยอดขาย ว่าเงินที่เราลงไปได้ยอดขายกลับมาเท่าไร
    เบื้องต้น แอนนำแนะให้เพื่อนๆทำดังนี้นะคะ
  3. เทส CONTENT คือยิงกลุ่มเดิมแต่เปลี่ยนรูป เปลี่ยน caption เช่น ขายอาหารเสริม ลองบูสโพสหลายๆแบบ แบบที่1อาจเป็นรูปรีวิวลูกค้าที่ลองทานจริง โพส2อาจเป็นเกี่ยวกับโปรโมชั่น โพส3 อาจเป็นเกี่ยวกับข้อมูลสินค้า แล้วลองดูว่าโพสไหน cost/engagement ถูกสุด ก็แปลว่า content นั้นเป็นที่น่าสนใจกว่า
  4. เทส TARGET ในกรณีนี้เรายิง content เดิมแต่เปลี่ยน target ก็จะทำให้เรารู้ได้ว่ากลุ่มไหนสนใจ content เรา ทำให้เรายิงได้ถูกกลุ่มมากขึ้น
    ลองเอา ad ตัวเดียวแต่แบ่งเป็นหลายๆ ad group เพื่อเทส target แต่ละกลุ่มดูนะคะ จะได้รู้ว่าคนกลุ่มไหน response กับ ad เราได้ดี
    เช่น content เดียวกันเลย สมมุติเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ทองหล่อ
    ad ตัวที่1 ยิงหว่าน ทุกคนที่อยู่ในกทม.
    ad ตัวที่2 ยิงแบบเลือกเขต โดยในรหัสไปรษณีย์ เอาเฉพาะคนที่อยู่แถวทองหล่อ สุขุมวิท (Fb ยิงตามรหัสไปรษณีย์ได้นะ หลายคนไม่รู้)
    ad ตัวที่3 ยิงเลือกทุกคนในกทม. + Interest = food
    ad ตัวที่4 เอาเฉพาะคนที่อยู่แถวทองหล่อ สุขุมวิท + Interest = food
    ad ตัวที่5 หรือตัวถัดๆไป ลองกำหนดดูไปเรื่อย เช่น เปลี่ยนจาก interest = food เป็น interest = Japanese food เป็นต้น ลองคิดและกำหนดดูซัก 7 ตัวหรือมากกว่านั้นก็ได้ตามสะดวกเลยค่ะ ถ้าขยัน ยิ่งมากยิ่งดีค่ะ
    บางเอเจนซี่บอกให้รัน ad ทุกตัวพร้อมกันได้เลย (เพราะเอเจนซี่ดูผลจาก cost/engagement ซึ่งจะวัดผลของ ad แต่ละตัวได้)
    แต่ถ้าเป็นแอนแอนจะไม่ชอบรัน ad เทสพร้อมกันเพราะผลในแง่ยอดขายมันทับซ้อนกัน คือไม่รู้ว่าที่ขายดีขึ้นที่เป็นผลมาจาก ad ตัวไหน ก็แบ่งดู อาทิตย์แรกเทส ad ตัว1 (หรือจะ ตัว1กับตัว2ก็ได้ แต่แอนไม่แนะนำให้เทสทีเดียวเกิน2ตัว) ลองเทสไปเรื่อยๆจนครบแล้วดูว่า ad แบบไหนผลดีที่สุด ตัวไหนห่วยก็ปิด ตัวไหนดีก็เพิ่มงบในตัวนั้น
    แอนก็ทำแบบนี้แหละค่ะ เทสมาเป็นร้อยโพสได้มั้ง ซอย target หลายๆแบบ แต่เนื่องจากสินค้า Bag Indeed ของแอน target จะกว้างมาก เลยกลายเป็นว่ายิงแบบหว่านๆกลับได้ผลที่ดีกว่า แต่แต่ละธุรกิจก็จะไม่เหมือนกันนะคะ อย่าเชื่อแอน ควรต้องลองเทสของตัวเองตามที่สอนไปค่ะ

Tips: อีกอย่างนึงคือให้ดู relevance score นะคะ ถ้าค่า relevance score ดีมันบอกว่า ad เรามีความน่าสนใจตรงกับกลุ่ม target ของ Bag Indeed relevance score จะสูงมากเกือบทุกตัว อย่างที่บอกเพราะโชคดีของแอน target กว้างและซื้อ ad มานานระบบ FB เลย optimize ad ได้ดี แต่ถ้าบางธุรกิจ target แคบหน่อยคงยิงยากกว่า เอาเป็นว่าถ้า relevance score ได้ซัก 7 ก็ถือว่าโอเคแล้วค่ะ

ประเด็นที่3: Facebook มีระบบ optimize ad ที่ดีมาก แปลว่าอะไร … คือรู้ไม๊ว่าระบบ FB นี่ฉลาดมากนะคะ สามารถคำนวนได้เป็นอย่างดีว่าคนกลุ่มไหนน่าจะสนใจ ad เราและจะยิง ad ไปที่คนกลุ่มนั้น ความฉลาดตรงนี้เราเรียกว่าความสามารถในการ optimize ad ของเราค่ะ
ถ้าเพจเราเพิ่งเปิดใหม่ๆ ราคา ad เราจะสูงกว่าปกติ เพราะ Facebook ยังเรียนรู้ไม่เก่งว่าคนประเภทไหนจะสนใจ content เรา

แต่ถ้าเรายิ่งโฆษณาบ่อยๆเพจเปิดมานานๆ ระบบการ optimize ad จะทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ คือจะคำนวนให้เลยว่าคนกลุ่มนี้น่าจะสนใจ ad เรานะ และเอา ad ของเราไปขึ้นใน feeds ของคนที่ FB คำนวนมาแล้วว่าน่าจะสนใจ ad เรา ทำให้ราคา ad ของเพจที่เปิดมานานแล้วหรือซื้อโฆษณาบ่อยๆจะถูกกว่าเพจใหม่อีกด้วย

สรุป 3 ประเด็นที่เอามาฝาก และจะบอกว่า อย่าเชื่อแอน อย่าเชื่อสิ่งที่เรียนมา ต้องลองและวัดผลเอาเองค่ะ เพราะทุกธุรกิจไม่เหมือนกันเลย เราต้องเข้าใจธรรมชาติธุรกิจของเราให้ดี
ยังไงลองดูนะคะ ถ้าใครยิง ad ไม่เก่งบอกเลยจงไปหาคอร์สสัมนาเรื่องการซื้อโฆษณาเรียนดูนะคะ เพราะการยิง ad คือหัวใจของการขายของออนไลน์ค่ะ

PrevPrevious
NextNext

More

articles

7 เทคนิค เขียน Content ยังไงให้คนติด และขายได้

8 เทคนิคดันเพจให้ถูกค้นเจอใน Facebook

4 กลยุทธ์ การตลาดบน LINE OA ที่ SMEs ต้องรู้ !



ขอขอบคุณบทความจาก makewebeasy

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *